ค่ำคืนที่ แอนฟิลด์ ซึ่งควรเป็นป้อมปราการอันแข็งแกร่งของ สโมสร ลิเวอร์พูล กลับกลายเป็นค่ำคืนแห่งความหดหู่และคำถามมากมาย เมื่อพวกเขาเปิดบ้านพ่ายให้กับ สโมสร น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ไปแบบหมดรูป 0-3 ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษสำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล นี่ไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้อีกหนึ่งเกม แต่มันคือสัญญาณเตือนถึงปัญหาเชิงลึกที่กำลังกัดกินสโมสร ทั้งในสนาม และนอกสนาม คนที่ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมาที่สุด คือกัปตันทีม เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ซึ่งไม่ปิดบังความรู้สึกใด ๆ ต่อบรรยากาศที่กำลังย่ำแย่ในทีม หลังจบเกม เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “บรรยากาศตอนนี้ สำหรับผม มันย่ำแย่มาก เราต้องมองกระจก แล้วถามตัวเองให้ชัด ว่าเรากำลังทำอะไรกันอยู่” คำพูดนั้น ไม่ใช่คำพูดของคนที่กำลังมองหาข้อแก้ตัว แต่เป็นคำพูดของผู้นำที่ยอมรับความจริง และพยายามกระตุ้นทีมให้เผชิญหน้ากับมัน เขาเสริมว่า “นี่เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก เราเสียประตูง่ายเกินไป มันไม่ใช่มาตรฐานของ ลิเวอร์พูล เลย”
ลิเวอร์พูล กำลังก้าวเข้าสู่ฤดูกาลที่ตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี

หลังจากความพ่ายแพ้ต่อ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ สถิติของ ลิเวอร์พูล ใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กลายเป็นตัวเลขที่น่าตกใจอย่างยิ่ง พวกเขาแพ้ไปแล้ว 50% ของจำนวนเกมที่ลงเล่นในลีกฤดูกาลนี้ และหล่นลงไปอยู่ในครึ่งล่างของตารางคะแนน ที่หนักไปกว่านั้น พวกเขาแพ้ไปถึง 6 จาก 7 เกมหลังสุดในลีก และยิ่งตอกย้ำความย่ำแย่ เมื่อสองสัปดาห์ติดกัน พวกเขาแพ้ด้วยสกอร์ห่างถึง 3 ประตู มันไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติก แต่มันคือเรื่องของ “สภาพจิตใจ” สิ่งที่ ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) กำลังพูดถึง อาจไม่ใช่เรื่องในสนามล้วน ๆ แต่เป็นบรรยากาศโดยรวมของทีม ที่กำลังเต็มไปด้วยความกดดัน ความไม่มั่นใจ และความสับสน วิเคราะห์จากคำให้สัมภาษณ์ของ ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) หนึ่งในปัญหาใหญ่ของ ลิเวอร์พูล ตอนนี้ คือ “ความรีบร้อน” “เราดูมีอาการประหม่า หลังจากเสียประตู คุณจะรู้สึกได้เลยว่า ทุกคนพยายามรีบ รีบทำประตูคืนให้เร็วที่สุด แต่ฟุตบอล มันไม่ใช่แบบนั้น” เขาชี้ให้เห็นว่า หลังจากเสียประตูแรกจากลูกตั้งเตะ นักเตะหลายคนเริ่มเสียสมาธิ เล่นเร็วเกินไป ตัดสินใจผิดพลาด และเร่งจังหวะเกมจนเสียโครงสร้างของทีมทั้งหมด นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการแย่งลูกกลางอากาศ การเก็บบอลจังหวะสอง และการสู้ในจังหวะปะทะ ก็ยังด้อยกว่าคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในจุดแตกหักสำคัญของเกมนี้ คือประตูแรกจากลูกตั้งเตะของ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) กล่าวถึงจังหวะนี้ว่า “เรารู้ว่าเขามีตัวบังหน้า อลิสซอน แต่ผู้ตัดสินให้ผ่าน และนั่นคือฟุตบอล มันเป็นประตู เราต้องยอมรับมัน” แม้ว่าจะมีข้อกังขาเรื่องการบังการมองเห็นของ อลิสซอน เบ็คเกอร์ (Alisson Becker) แต่เมื่อเสียงนกหวีดยืนยัน มันก็กลายเป็นประตู และมันทำให้ความมั่นใจของ ลิเวอร์พูล ดิ่งลงทันที คำว่า “มองกระจก” ที่ ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ใช้ ไม่ได้เป็นแค่คำสวยหรูสำหรับพาดหัวข่าว มันคือสารที่ส่งไปถึงเพื่อนร่วมทีมทุกคน ว่าไม่มีใครสามารถโทษคนอื่นได้อีกแล้ว “ฟุตบอลคือกีฬาของทีม ทุกคนต้องรับผิดชอบ ไม่มีข้อยกเว้น” เขาย้ำว่า การแก้ปัญหาในตอนนี้ ไม่สามารถทำต่อหน้าสื่อได้ แต่ต้องทำกันภายในห้องแต่งตัว ต้องคุยกันตรง ๆ มองความจริง และรับผิดชอบร่วมกันในฐานะทีมเดียว
ลิเวอร์พูล ต้องฝ่าพายุแห่งวิกฤตนี้ไปให้จงได้ แม้ว่าสถานการณ์มันจะยากลำบากอย่างไรก็ตาม
ในประวัติศาสตร์ของ สโมสร ลิเวอร์พูล พวกเขาเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมานับไม่ถ้วน แต่ในยุคที่แฟนบอลคุ้นเคยกับชัยชนะ กับความยิ่งใหญ่ กับเวทมนตร์ที่ แอนฟิลด์ การต้องเผชิญกับช่วงตกต่ำแบบนี้ จึงเป็นสิ่งที่เจ็บปวดกว่าเดิมหลายเท่า
สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขัน แต่คือ “ความเชื่อ” ที่กำลังเลือนหาย ความเชื่อในกันและกัน ความเชื่อในแผนการเล่น และความเชื่อว่าพวกเขาจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง สุดท้าย ฟาน ไดจ์ค (Virgil van Dijk) ทิ้งประโยคที่สะท้อนความรู้สึกทั้งหมดไว้ว่า “ตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงที่ยากที่สุดช่วงหนึ่ง เราต้องสูดหายใจลึก ๆ ยอมรับมันให้ได้ แล้วลุกขึ้นสู้ใหม่อีกครั้ง” ไม่ใช่คำพูดที่รับประกันชัยชนะ แต่คือคำพูดของผู้นำ ในวันที่ทีมของเขากำลังตกอยู่ในพายุ และคนทั้งโลกกำลังจับตามองว่า ลิเวอร์พูล จะจมลงไปอีก หรือจะดึงตัวเองกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง ที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ก็เคยเผชิญกับสถานการณ์ วิกฤตแบบนี้ มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ทุกคนก็ร่วมใจกัน กลับมาได้ทุกครั้ง และชื่อได้เลยว่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน พวกเราะจะฝ่าพายุหายนะนี้ไปได้อย่างแน่นอน ด้วยพลังของแฟนบอลที่หนักแน่นของพวกเรา







