หลังผ่านไป 10 นัดใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ฤดูกาลนี้ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ (Tottenham Hotspur) ภายใต้การคุมทีมของ โธมัส แฟรงค์ (Thomas Frank) ดูเหมือนจะอยู่ในช่วง “กำลังดี” ไม่แพ้ใน UEFA Champions League และอยู่ในโซนท็อป โฟร์ของตารางคะแนนลีก แต่ผลการแข่งขันล่าสุด และบรรยากาศของแฟนบอลที่ Tottenham Hotspur Stadium กลับสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางที่กำลังหันลง หลังจากเกมที่พวกเขาแพ้ที่บ้านให้กับ เชลซี (Chelsea) 1-0 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โธมัส แฟร้งก์ ก็เดินรอบสนามเพื่อให้ผู้เล่นของเขาขอบคุณแฟนบอลตามธรรมเนียมหลังเกมบ้านทุกนัด แต่ในขณะที่ผู้เล่นเดินไปรอบสนามนั้น กลับโดนแฟนบอลโห่ส่งลงอุโมงค์ และถูกจับภาพได้ว่า มิคกี้ ฟาน เดอ เฟ่น (Micky van de Ven) กับ เชด สเปนซ์ ( Djed Spence) เมินแฟร้งก์ เลือกเดินตรงลงอุโมงค์ทันทีโดยไม่ร่วมรอบขอบคุณแฟน
“ผู้เล่นทุกคนแน่นอนว่ารู้สึกหงุดหงิด” แฟร้งก์กล่าวถึงเหตุการณ์ “พวกเขาอยากทำผลงานให้ดี อยากชนะ อยากเล่นให้ดี ดังนั้นผมเข้าใจ” “ผมคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความสม่ำเสมอทั้งในช่วงเวลาที่ดีและไม่ดี นั่นคือเหตุผลที่ผมเดินไปรอบแฟนบอลอย่างที่ผมทำ มันสนุกกว่าวันที่เราชนะ ผมบอกคุณได้เลย”
เมื่อถูกถามถึงท่าทีของ แวน เดอ เวน และ สเปนซ์ ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่ แฟร้งก์เสริมว่า “ผมคิดว่าเป็นหนึ่งในประเด็นเล็ก เรา มี Micky และ Djed ที่ทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้” “พวกเขาเล่นได้ดีมากจนถึงฤดูกาลนี้ และทุกคนรู้สึกหงุดหงิด เราทำกันในแบบที่ต่างออกไป ดังนั้นผมไม่คิดว่าเป็นปัญหาใหญ่”
เชียร์เรอร์ ชี้ ท่าทีของ นักเตะที่ออกมาถูกทำให้มันดูใหญ่เกินกว่าเหตุ

ในขณะที่ อลัน เชียร์เรอร์ (Alan Shearer) ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมในรายการ Match of the Day กล่าวว่า ท่าทีของผู้เล่นถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าเหตุ “ผมเข้าใจดีว่าทำไมผู้เล่นอยากจะกลับเข้าห้องแต่งตัวโดยเร็ว” เขากล่าว “พวกเขาถูกอับอาย โดนโห่ ส่งลงสนาม พวกเขาอยากเข้าไปในห้องแต่งตัวแล้วค่อยขอโทษทีหลัง” “ถึงเทอมส์จะชอบเดินไปรอบ แฟนบอล ผมเข้าใจมุมผู้เล่นว่า พวกเขาเล่นได้แย่มาก และอยากจะลงอุโมงค์อย่างเร็วที่สุด” หลังจากจบฤดูกาลที่ 17 อันดับในพรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว สเปอร์สเริ่มต้นยุคแฟร้งก์ด้วยชัยชนะ 3 เกมและคลีนชีต 3 ใน 4 เกมแรก โค้ชชาวเดนมาร์กได้กล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขาต้องการให้สนามของพวกเขาเป็น “ป้อมปราการ” แต่การแพ้ต่อเชลซีหมายความว่าสเปอร์สชนะเพียง 1 จาก 5 นัดในบ้านภายใต้การคุมทีมของเขา
พวกเขาไม่สามารถชนะสองเกมลีกติดต่อกันตั้งแต่เริ่มฤดูกาลด้วยการชนะ เบิร์นลีย์ ( Burnley ) และ แมนฯ ซิตี้ (Manchester City). และชนะเพียง 1 จาก 5 เกมล่าสุดรวมทุกรายการนับตั้งแต่เบรกทีมชาติเดือน ตุลาคม ฟอร์มในบ้านที่ย่ำแย่สะท้อนแนวโน้มที่เริ่มขึ้นภายใต้ อันเก้ ปอสเตโคกลู (Ange Postecoglou) เมื่อฤดูกาลที่แล้ว สเปอร์สชนะเพียง 3 จาก 19 เกมพรีเมียร์ลีกในบ้าน (4 เสมอ 12 แพ้) ซึ่งไม่มีทีมใดในดิวิชั่นสูงสุดชนะน้อยกว่านี้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2024 ในบรรดา 4 ดิวิชั่นบนสุดของอังกฤษ มีเพียง เซาแธมป์ตัน (Southampton) เท่านั้นที่ชนะเกมในบ้านน้อยกว่าสเปอร์สในช่วงเวลาเดียวกัน
“จะมีคำถามมากมายขึ้นกับโธมัส แฟร้งก์หลังเกมนี้” อดีต ผู้รักษาประตูพรีเมียร์ลีก ร็อบ กรีน (Rob Green) กล่าวทาง BBC Radio 5 Live “ผมไม่คิดว่าเขาจะได้บทเรียนอะไรใหม่หลังเกมนี้ เพราะเป็นฟอร์มที่ย่ำแย่มากในแง่บอล พวกเขาไม่เคยให้โอกาสตัวเอง ไม่เคยดีขึ้น” อดีตกองกลางสเปอร์ส เจมี่ เรดแนปป์ ( Jamie Redknapp ) กล่าวทาง Sky Sports ว่า การแพ้ครั้งนี้คือ “หนึ่งในการแสดงที่แย่ที่สุดที่ผมเคยเห็นจากสเปอร์ส”
“เกมนี้ง่ายเกินไป” เขาเสริม “ถ้าเป็นมวย ผมคงยุติก่อนพักยก พวกเขาไม่ทิ้งรอยข่วนใน เชลซีเลย ทำให้มันง่ายเกินไป” แฟนบอลเองก็สะท้อนความรู้สึกผ่านการโห่ดังทั่วสนามเมื่อเสียงนกหวีดหมดเวลา
แฟรงค์ เข้าใจความรู้สึกแฟนบอลคลับไก่ แต่ย้ำว่าทีมยังต้องพัฒนาต่อไป และขอให้แฟนบอลสนับสนุน
แฟร้งก์กล่าวว่าเขาเข้าใจความหงุดหงิดของแฟนบอล แต่ขอให้รอต่อไปในระหว่างที่ทีมยังคงพัฒนา“แฟน บอลทำทุกอย่างแล้วเพื่อสนับสนุนเราในเกมที่เราเล่นไม่ดี เชลซีเป็นฝ่ายดีกว่าในวันนั้น” เขากล่าว
“ไม่มีข้อสงสัย และผมพูดซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เรามีแนวรุกที่ใหม่ เราต้องสร้างร่วมกันในเกมที่มีช่วงพักระหว่างเกมน้อย เราจะทำได้ ผมไม่สงสัยเลยว่าจะเกิดขึ้น“ผมคิดว่าทุกทีมที่ผมเคยคุมทำประตูได้เยอะ มันจะเกิดขึ้นอีกที่นี่” ไม่ใช่แค่เรื่องการโจมตีที่เป็นปัญหาของแฟร้งก์ มีเพียง วูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolverhampton ) (4 ครั้ง) ที่ทำความผิดจนเสียประตูให้คู่แข่งมากกว่าสเปอร์สในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ โดยสเปอร์สร่วมอันดับกับ แมนฯ ยูไนเต็ด (Manchester United)., น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest ) และ ฟูแล่ม (Fulham ) ที่ทำไว้ 3 ครั้ง
สเปอร์สมีโอกาสแก้ตัวในบ้านอีกสองเกมในสัปดาห์หน้า พบกับ โคเปนเฮเก้น ( Copenhagen) ในแชมเปี้ยนส์ลีก และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในพรีเมียร์ลีก หลังจากฤดูกาลลีกที่แย่สุดเมื่อฤดูกาลที่แล้ว แฟร้งก์แน่นอนว่านำพาการพัฒนาเข้ามา แต่ยังมีสิ่งที่ต้องปรับเพื่อทั้งผลการแข่งขันและบรรยากาศในลอนดอนเหนือ “ผมไม่คิดว่าผมอยู่ในเกมที่เราแทบสร้างอะไรเลย” แฟร้งก์กล่าวกับ BBC Sport หลังเกมว่า ทีมของเขาจบเกมด้วย xG (โอกาสได้ประตูที่คำนวณ) เพียง 0.05 “จะมีจุดดีอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผมกำลังดิ้นรนจะหาอยู่”







