สโมสร มัคคาบี้ เทลอาวีฟ (Maccabi Tel Aviv) จากอิสราเอล ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าจะ ไม่รับสิทธิ์ตั๋วเยือน และ จะไม่ส่งแฟนบอลเดินทางไปชมเกมบุกเยือน แอสตัน วิลล่า (Aston Villa) ในศึกยูโรปาลีกเดือนหน้า แม้คำสั่งแบนแฟนบอลอาจถูกยกเลิกในภายหลัง
จุดเริ่มต้นของข้อขัดแย้ง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะกรรมการความปลอดภัยแห่งเบอร์มิงแฮม (Birmingham Safety Advisory Group - SAG) ซึ่งมีอำนาจออกใบรับรองความปลอดภัยการแข่งขันในเมือง ได้แจ้งไปยังแอสตัน วิลล่าว่า
จะไม่อนุญาตให้มีแฟนบอลทีมเยือนเข้าชมเกม ที่สนามวิลล่า พาร์ก ในวันที่ 6 พฤศจิกายน
การตัดสินใจดังกล่าวสร้างเสียงวิจารณ์กว้างขวาง โดย ลิซา แนนดี้ (Lisa Nandy) รัฐมนตรีวัฒนธรรมของสหราชอาณาจักร ได้ออกมาระบุในวันจันทร์ว่า
รัฐบาลจะ “หาทางจัดสรรทรัพยากร” เพื่อให้แฟนบอลของมัคคาบี้สามารถเข้าชมการแข่งขันได้อย่างปลอดภัย
คำตอบจากมัคคาบี้: “เราจะไม่เสี่ยงกับชีวิตของแฟนบอลเรา”
อย่างไรก็ตาม ในค่ำวันเดียวกัน สโมสรมัคคาบี้ เทลอาวีฟได้ออกแถลงการณ์ว่า
แม้คำสั่งแบนแฟนบอลจะถูกยกเลิก แต่พวกเขา จะปฏิเสธตั๋วทุกจำนวนที่ได้รับ
“บรรยากาศที่เป็นพิษได้ถูกสร้างขึ้น และมันทำให้ความปลอดภัยของแฟนบอลเราที่ตั้งใจจะเดินทางมาชมเกมอยู่ในความเสี่ยงสูงมาก”
สโมสรระบุในแถลงการณ์
“ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของแฟนบอลเราคือสิ่งสำคัญสูงสุด และจากบทเรียนในอดีต เราเลือกจะไม่รับสิทธิ์ตั๋วเยือนในครั้งนี้ เราหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และจะได้กลับมาแข่งขันในบรรยากาศกีฬาอย่างแท้จริงในอนาคต”
ตำรวจจัดแมตช์ “ความเสี่ยงสูง”
ตำรวจเวสต์มิดแลนด์ (West Midlands Police) เปิดเผยว่า ได้จัดระดับการแข่งขันนัดนี้ให้เป็น “แมตช์ความเสี่ยงสูง (high risk match)”
โดยพิจารณาจากข่าวกรองล่าสุดและเหตุการณ์ในอดีต — โดยเฉพาะ เหตุปะทะและอาชญากรรมจากความเกลียดชัง (hate crimes) ที่เกิดขึ้นระหว่างแฟนบอลของ อาแจ็กซ์ (Ajax) และ มัคคาบี้ เทลอาวีฟ ในศึกยูโรปาลีกที่อัมสเตอร์ดัมเมื่อปี 2024
เครือข่าย FARE (Football Against Racism in Europe) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานร่วมกับยูฟ่าในการติดตามกรณีการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในวงการฟุตบอล ระบุว่า
พวกเขา “ไม่ต้องการตั้งคำถาม” ต่อการประเมินความเสี่ยงของตำรวจ เนื่องจากมีข้อมูลสนับสนุนอย่างชัดเจน
ปฏิกิริยาจากรัฐบาล
รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ภายหลังการตัดสินใจของมัคคาบี้ว่า
“เรารู้สึกเสียใจที่มัคคาบี้ เทลอาวีฟเลือกที่จะไม่รับตั๋วแฟนบอลเยือน แต่เราขอเคารพการตัดสินใจของพวกเขา”
พร้อมทั้งระบุเพิ่มเติมว่า
“สิ่งที่เกิดขึ้น — การใช้การแข่งขันฟุตบอลเป็นเครื่องมือปลุกปั่นความรุนแรงและความเกลียดชัง — เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง”
รัฐบาลย้ำว่า กำลังดำเนินงาน “ตลอด 24 ชั่วโมง” เพื่อปกป้องหลักการพื้นฐานของกีฬา
“แฟนบอลควรมีสิทธิ์ดูฟุตบอลโดยไม่ต้องกลัวการข่มขู่หรือความรุนแรง”
มองข้ามการแข่งขัน — เหตุการณ์สะท้อนบาดแผลในยุโรป
เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของฟุตบอล แต่สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองและสังคมในยุโรป
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มแฟนบอลในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงเปราะบาง
การตัดสินใจของมัคคาบี้ เทลอาวีฟครั้งนี้ อาจถูกมองได้ว่าเป็น “การยอมถอยเพื่อความปลอดภัย”
แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็น สัญญาณเตือน ถึงความจำเป็นที่วงการฟุตบอลต้องกลับมาเน้น “คุณค่าของกีฬา”
เหนือการแบ่งแยกทางการเมือง ศาสนา หรือเชื้อชาติ








