เมื่อการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของนิวคาสเซิลเริ่มสะดุด

เมื่อการเดินทางอันยิ่งใหญ่ของนิวคาสเซิลเริ่มสะดุด

เพียงไม่ถึงหนึ่งปีที่ผ่านมา สนามฟุตบอลทั่วเกาะอังกฤษยังคงสะท้อนเสียงเพลงที่คุ้นหูจากกองเชียร์นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด —

“I don’t want to go home… this is the best trip I’ve ever been on.”
(“ฉันไม่อยากกลับบ้านเลย... นี่คือการเดินทางที่ดีที่สุดในชีวิต!”)

เสียงร้องนั้นเต็มไปด้วยความสุข ความภาคภูมิใจ และความเชื่อว่า “ยุคทองของสโมสร” ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

แต่ในค่ำคืนวันอาทิตย์ล่าสุด ความฝันนั้นกลับกลายเป็นความจริงอันโหดร้าย — เมื่อนิวคาสเซิลบุกไปพ่าย เบรนท์ฟอร์ด (Brentford) 1-3 ที่สนาม Gtech Community Stadium ผลลัพธ์ที่สะท้อนถึงรอยร้าวในทีมที่เคยถูกยกย่องว่าเป็น “แบบอย่างของการฟื้นฟูในพรีเมียร์ลีก”

ครบรอบ 4 ปีของเอ็ดดี้ ฮาว แต่ของขวัญที่ไม่มีใครอยากรับ

ความพ่ายแพ้ในเกมนี้เกิดขึ้นในวาระครบ 4 ปีที่ เอ็ดดี้ ฮาว (Eddie Howe) เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

ชายผู้พาทีมจากการดิ้นรนหนีตกชั้นในปี 2021 จนทะยานขึ้นสู่ แชมเปียนส์ลีกในเวลาเพียงสองฤดูกาล — ต้องมานั่งตอบคำถามสื่อด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความผิดหวัง

“ผมไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจกับคุณได้ เพราะความจริงมันไม่น่าพอใจเลย”
“เรายังทำงานของเราได้ไม่ดีพอ เรารู้ว่าพวกเราทำให้ทุกคนผิดหวัง... สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือยอมรับและหาทางแก้ไข”

คำพูดที่ฟังดูเรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยน้ำหนักของความรับผิดชอบ — สะท้อนถึงบุคลิกของฮาวที่ยังคงยึดมั่นในแนวทาง “ไม่หาข้ออ้าง” แม้จะอยู่ท่ามกลางกระแสกดดัน

สถิติที่น่ากังวล  เมื่อ “สิงห์สาราสัตว์” กลายเป็นแมวขี้อายยามออกนอกบ้าน

As Newcastles great journey begins to stumble

สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือผลงาน “เกมเยือน” ของนิวคาสเซิลในฤดูกาลนี้ —
ทีมของฮาว ไม่สามารถคว้าชัยชนะนอกบ้านได้เลยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา

ในฤดูกาลที่แล้ว นิวคาสเซิลคือหนึ่งในทีมที่เล่นเกมเยือนได้ดีที่สุดในลีก พวกเขาบุกชนะทั้งที่ เอมิเรตส์ สเตเดียม, โอลด์ แทรฟฟอร์ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ สเตเดียม แบบสุดมันส์
แต่ในฤดูกาลนี้ ทุกอย่างกลับตาลปัตร

สถิติหลังผ่าน 8 เกมเยือนล่าสุดในลีก:

  • แพ้ 5

  • เสมอ 3

  • ไม่ชนะเลย

  • ยิงได้เพียง 6 ประตู

  • เสียถึง 17 ประตู

ผลลัพธ์นี้ทำให้นิวคาสเซิลร่วงลงมาอยู่เพียง “เหนือโซนตกชั้น 2 คะแนน” — สถานการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นหลังจากปีแห่งความสำเร็จ

ปัญหาในสนาม — ความไม่ต่อเนื่องที่มาพร้อมกับแรงกดดัน

นักวิเคราะห์จาก BBC Sport ชี้ว่า จุดเปลี่ยนสำคัญของทีมในฤดูกาลนี้คือ “ความไม่ต่อเนื่องของฟอร์มและความฟิตของนักเตะตัวหลัก”

ตั้งแต่เปิดฤดูกาล ฮาวต้องเจอกับปัญหานักเตะบาดเจ็บต่อเนื่อง ทั้ง สเวน บ็อตมัน, โจ วิลล็อค, คัลลัม วิลสัน และ อเล็กซานเดอร์ อิซัค

นอกจากนี้ การเล่นในหลายรายการ — โดยเฉพาะยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก — ยังทำให้ทีมขาดความสดในเกมลีก

ระบบเพรสซิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของนิวคาสเซิลในซีซั่นก่อน (ที่ใช้พลังงานสูงมาก) เริ่มไม่สามารถรักษามาตรฐานเดิมได้ ส่งผลให้แนวรับที่เคยเหนียวแน่นเริ่มมีช่องโหว่

ในเกมกับเบรนท์ฟอร์ด ทีมเสียประตูจากความผิดพลาดส่วนบุคคลถึงสองครั้ง และขาดความดุดันในแดนหน้าอย่างที่เคยเป็น

 จาก “ความกล้า” สู่ “ความกลัว”

หนึ่งในเอกลักษณ์ของนิวคาสเซิลในยุคฮาวคือ “ความกล้า” — กล้าที่จะบุก กล้าที่จะเพรส และกล้าที่จะเสี่ยง

แต่ในเกมล่าสุด สิ่งนั้นหายไปอย่างสิ้นเชิง

อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) อดีตกองหน้าระดับตำนานของทีมกล่าวใน Match of the Day ว่า

“มันเหมือนทีมนี้ลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเก่งยังไง”
“พวกเขาเล่นเหมือนกลัวจะพลาดมากกว่ากล้าที่จะชนะ”

ในช่วงที่นิวคาสเซิลพุ่งทะยานขึ้นสู่ท็อปโฟร์เมื่อฤดูกาลก่อน พลังแห่งความเชื่อคือสิ่งที่ผลักดันทีม แต่เมื่อความมั่นใจหายไป — รูปแบบการเล่นทั้งหมดก็ดูสั่นคลอน

แฟนบอลเริ่มตั้งคำถาม นี่คือช่วงขาลง หรือเพียงแค่สะดุดชั่วครา

แฟนบอลนิวคาสเซิลจำนวนมากยังคงหนุนหลังเอ็ดดี้ ฮาว แต่ความอดทนเริ่มถูกทดสอบ

ในฟอรัมแฟนคลับอย่าง Toon Army Forum มีการถกเถียงอย่างดุเดือดว่า ทีมกำลัง “ถอยหลัง” หลังจากการลงทุนอย่างมหาศาลจากกลุ่มทุนซาอุดิอาระเบีย

“เรามีขุมกำลังที่ดีกว่าเดิม แต่เล่นแย่กว่าเดิม — มันเกิดอะไรขึ้น?”
“เราไม่ต้องการเปลี่ยนโค้ช แต่เราต้องการเห็นแผนการที่ชัดเจนอีกครั้ง”

เสียงจากอัฒจันทร์ยังไม่ถึงขั้นเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลง แต่เริ่มมีแววความกังวลปรากฏอย่างเห็นได้ชัด

author avatar
b content